อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 40.2 ซอม (2550)
เวลา เร็วกว่ามาตรฐาน GMT 5 ชั่วโมง
วันชาติ 31 สิงหาคม
ประมุข ประธานาธิบดี Kurmanbek Bakiev (10 กรกฎาคม 2548)
นายกรัฐมนตรี นาย Igor Chudinov (ธันวาคม 2550)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นาย Moldomusa Kongantiyev (2550)
การเมืองการปกครอง
นับแต่สาธารณรัฐคีร์กีซได้แยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2534 มีการจัดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยนาย Kurmanbek Bakiev ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 หลังจากที่ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีภายหลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 โดยผู้ชุมนุมประท้วงราวหมื่นคนได้เข้ายึดสถานที่สำคัญของรัฐบาล และโค่นล้มประธานาธิบดี Askar Akayev ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่ปี 2533 ในสมัยของโซเวียตและอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมาตั้งแต่ประกาศเอกราชรวมระยะเวลา 15 ปี
อย่างไรก็ตาม ความนิยมและการสนับสนุนที่มีต่อประธานาธิบดี Bakiev ได้ลดลงเป็นลำดับ เนื่องมาจากการบริหารประเทศอย่างไม่มีประสิทธิภาพและความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความยากจน อาชญากรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดี Bakiev เรื่อยมา จนในเดือนพฤศจิกายน 2549 ประชาชนในกรุงบิชเคกซึ่งเป็นเมืองหลวงของคีร์กีซได้ออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจของประธานาธิบดี และเพิ่มอำนาจให้กับรัฐบาล ซึ่งประธานาธิบดี Bakiev ยินยอมลงนามในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แก้ไขเนื้อหาตามที่ประชาชนเรียกร้องเพื่อยุติการชุมนุม แต่หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีการผ่านร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจกลับสู่ประธานาธิบดี ทำให้พรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Bakiev แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง รวมถึงกดดันให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่ง
นโยบายต่างประเทศ
สาธารณรัฐคีร์กีซมีนโยบายต่างประเทศที่มุ่งพัฒนาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ และ มุ่งหาตลาดการค้าใหม่ในต่างประเทศ โดยความร่วมมือนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกันและความ ไว้เนื้อเชื่อใจกัน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นโยบายดังกล่าวกระทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากสาธารณรัฐคีร์กีซตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศใหญ่ คือ จีนกับรัสเซีย นอกจากนั้น ปัจจุบันอเมริกากับญี่ปุ่นพยายามเข้ามาหาผลประโยชน์โดยการขยายเขตอิทธิพลในบริเวณเอเชียกลางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างประเทศหลักของสาธารณรัฐคีร์กีซได้หันมาเน้นความสำคัญกับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเป็นอันดับแรก โดยสาธารณรัฐคีร์กีซได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้และไทย และมีการพัฒนาความเข้าใจที่ดีต่อกันกับญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซียและเกาหลีใต้
เศรษฐกิจและสังคม
เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐคีร์กีซส่วนใหญ่เป็นสังคมเกษตรกรรม และประชากรส่วนใหญ่ยากจน จึงต้องมีการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นขั้นตอน ในปี 2549 เศรษฐกิจของสาธารณรัฐคีร์กีซเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยมีมูลค่าการเจริญเติบโตที่แท้จริงของ GDP ร้อยละ 5 เนื่องจากได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติในภาคธุรกิจเหมืองแร่และรัฐบาลก็ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม นโยบายทางเศรษฐกิจภายในประเทศของสาธารณรัฐคีร์กีซต้องคำนึงถึงรากฐานความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมและทางเชื้อชาติ และต้องพยายามยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทาความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
ปัจจุบัน สาธารณรัฐคีร์กีซสนใจการพัฒนาด้านการค้า การธนาคาร ระบบตลาดหุ้น และ การให้เอกชนเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจให้มากที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐคีร์กิซ |
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
ไทยได้รับรองเอกราชของคีร์กิซสถานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2534 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐคีร์กีซสถาน (Republic of Kyrgyzstan) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2535 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสาธารณรัฐคีร์กีซ (Kyrgyz Republic) ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2536
ซึ่งนับตั้งแต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอาจกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ยังอยู่ในระดับที่เริ่มต้นเท่านั้น ทั้งในความร่วมมือทวิภาคีระดับต่าง ๆ และการแลกเปลี่ยนการเยือน ทั้งนี้ สาธารณรัฐคีร์กีซได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตคีร์กีซ ณ กรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ดูแลความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐคีร์กีซ
ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยและสาธารณรัฐคีร์กีซยังมีไม่มาก จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสาธารณรัฐคีร์กีซค่อนข้างจำกัด รวมถึงการที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายขาดการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องทำให้ความสัมพันธ์ด้านการเมืองระหว่างสองประเทศมีน้อย
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
มูลค่าการค้าระหว่างไทย-สาธารณรัฐคีร์กีซ ยังมีปริมาณค่อนข้างต่ำ มูลค่าการค้าปี 2548 ประมาณ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2549 มีมูลค่าประมาณ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า
สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าสำคัญที่นำเข้าจากสาธารณรัฐคีร์กีซ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า กล้อง เลนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูปและภาพยนตร์
ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
ในชั้นนี้ ความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับสาธารณรัฐคีร์กีซยังมีไม่มากนัก
ความตกลงที่ลงนามกับไทย
ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (Air Service Agreement) ลงนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544
การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
รัฐบาล (ระหว่างปี 2536 2539)
- นายกษิต ภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก เยือนสาธารณรัฐคีร์กีซอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1821 พฤศจิกายน 2536
- นายอนุชา โอสถานนท์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสาธารณรัฐคีร์กีซอย่างเป็นทางการในฐานะเอกอัครราชทูตสัญจรประจำภูมิภาคเอเชียกลาง ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2 ตุลาคม 2539
ฝ่ายคีร์กีซ
รัฐบาล (ระหว่างปี 2540 ปัจจุบัน)
- นาย Alikbek Djekshenkoulov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP สมัยที่ 53 ระหว่างวันที่ 2330 เมษายน 2540
- นาย Alikbek Djekshenkoulov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Ministers of Industry and Technology of Asia and Pacific ระหว่างวันที่ 2023 กุมภาพันธ์ 2541
- นาย Alikbek Djekshenkoulov รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP สมัยที่ 55 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน 2542
ข้อมูลอ้างอิงมาจากกระทรวงการต่างประเทศ |